บางกอก กังฟู (Bangkok Kungfu)

บริษัท “ฟิล์ม อาร์ อัส” จับมือ “ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค” ผู้กำกับฝีมือกล้า แห่งภาพยนตร์ไทย ร่วมเปิดตำนาน กังฟูเมืองไทย พร้อมร่วมตัว 4 หนุ่ม 1 สาว นักแสดงหน่วยก้านดี ดีกรีดัง “เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ”, “มาริโอ้ เมาเร่อ”, “แบงค์-อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม (วงแบล็ค วานิลลา)”, “โทโมะ-วิศวะ ไทยานนท์ (วง เคโอติก)” และ “แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล (วง เฟย์ ฟาง แก้ว)” แปลงโฉมเป็นคนพิการ เข้าสำนักเส้าหลิน รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์สุดล้ำเลิศ ฝึกฝนวิชากังฟู จนเก่งกล้าเพื่อเตรียมกลับมาล้างแค้นฝ่ายอธรรมที่เป็นต้นเหตุทำให้ชีวิตของพวกเขาเกือบถึง

จุดจบ และที่นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้น ของการตามหาความรัก ความฝัน เเละการตามหาอดีต…เพื่อล้างเเค้น

การแก้แค้นอันสุดหฤโหดของพวกเขาจะสำเร็จหรือไม่
ปริศนาความรักซ่อนเงื่อนของพวกเขาจะถูกค้นพบ และไขกุญแจได้หรือไม่ ??!!

พร้อมสัมผัส ความมันส์ ของหนังรักร่วมสมัย ผสมกลิ่นอายของหนังจีนกำลังภายใน ปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทย

เต็มรูปแบบ ที่ไม่เหมือนใครได้ 1 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์


“บางกอกกังฟู”

“โป้ง, ชิ, กา และ นา” กลุ่มเด็กน้อย 4 คน ที่ถูกแก๊งค์ค้ามนุษย์ลักพาตัวไปเพื่อบังคับให้เป็นขอทาน พร้อมทั้งถูกทารุณกรรม โป้ง (เป้) ถูกตัดลิ้นด้วยมีดตัดต้นไม้จนพูดไม่ได้ ชิ (แบงค์) ถูกแทงจนตาบอดทั้งสองข้างด้วยไม้เสียบลูกชิ้น กา (โทโมะ) ถูกตบบ้องหูจนหนวก และนา (มาริโอ้) ถูกทุบหัวจนกลายเป็นคนสติเลอะเลือนไม่เต็มเต็ง พวกเขาถูกแกงก์ค้ามนุษย์ร่อนเร่ขอทานไปตามจังหวัดต่างๆ จนมาถึงกรุงเทพฯ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับชายชราจีนที่มีชื่อว่า อึ้งเสี่ยวหงษ์ อาจารย์ผู้ทรงวิทยายุทธ์ผู้สืบทอดคนสุดท้ายเเห่งพรรคจันทรา กับเด็กผู้หญิงชื่อ กอหญ้า” (แก้ว)

ซึ่งชายชราได้ช่วยเหลือทั้งสี่คนออกมาจากพวกแก๊งค์ค้ามนุษย์ และนั้นคือ วันแรกที่เด็กทั้งสี่ได้รู้ว่า สุดยอดวิชากำลังภายในนั้นมันมีอยู่จริง

เวลาผ่านไปสิบห้าปี โป้ง ชิ และ กา ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากชายจีนแก่ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า อาจารย์ พวกเขารวมตัวกันเป็นทีมนักฆ่า รับจ้างฆ่าคน และเพื่อการกลับมาล้างแค้นมาเฟียขอทาน ที่ลักพาตัวพวกเขามา ผ่านช่วงของเวลาล่วงเลยไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กอหญ้าคิดในใจว่า โป้งชอบตน เนื่องจากกล่องลูกแก้วที่โป้งมอบให้ไว้แทนใจ แต่โป้งมิได้เอ่ยปาก หรือแสดงปฏิกิริยาต่อเธอแต่อย่างใด กอหญ้าไม่สามารถเก็บความในใจไว้ได้อีกต่อไปแล้ว และต้องการรู้ความจริงจากปากของโป้ง แต่โป้งกลับปฏิเสธว่า “กล่องลูกแก้วนั้นไม่ใช่ของตน!”

ในขณะเดียวกันโป้งได้รับว่าจ้างฆ่าน้องชายของพรรคสุริยัน เป็นสาเหตุให้หัวหน้าพรรคโกรธมาก และเมื่อสืบรู้ว่าคนที่ฆ่าน้องชายของตนคือ คนของพรรคจันทรา พรรคคู่อริที่เขาตามหามานานย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยนั่นเอง ศึกการล้างแค้นครั้งยิ่งใหญ่จึงเกิดขึ้น แต่แล้วในที่สุด อาจารย์ และนาเพื่อนรักของพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการลอบทำร้ายของพรรคมาร หน้าที่ในการปกป้องอาจารย์ และนา จึงตกเป็นของ โป้ง ชิ กา และกอหญ้า ทุกคนต่อสู้กับพรรคมารสุดชีวิต หมู่บ้านเล็กๆ อันแสนสงบกลายเป็นสนามประลองยุทธ์

เหตุการณ์ทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร ใครจะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขปริศนา กล่องลูกแก้ว ของ “กอหญ้า” การแก้แค้นอันสุดหฤโหดของพวกเขาจะสำเร็จหรือไม่ ฤาอธรรมจะเป็นฝ่ายที่กำชัยชนะบนโลกใบนี้!!

ร่วมสัมผัสความมันส์ของหนังรักร่วมสมัย ผสมกลิ่นอายของหนังจีนกำลังภายใน และค้นหาคำตอบที่ยังค้างคาใจกับพวกเขาได้  ใน “บางกอกกังฟู” ปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทย

เต็มรูปแบบ ที่ไม่เหมือนใคร 1 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์


“ต้อม-ยุทธเลิศ สิปปภาค” กำกับภาพยนตร์

“ต้อม-ยุทธเลิศ สิปปภาค” ผู้กำกับมือทองที่ผลิตผลงานภาพยนตร์คุณภาพมากมาย  อาทิ มือปืน/ดาว/พระ/เสาร์, สามย่าน, รัก|สาม|เศร้า, บุปผาราตรี 3.2 ล่าสุดขอพลิกประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย เปิดตำนานถ่ายทอดวิทยายุทธกังฟู ที่หายไปนานเกือบ 10 ปี พร้อมนำเสนอในรูปแบบแอ็คชั่นดราม่า ผสมผสานคอมมาดี้ ในสไตล์ “ต้อม ยุทธเลิศ”

“บางกอกกังฟู” หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักแอ็คชั่น และเป็นเรื่องที่แอบพูดถึงเรื่องของสังคมเล็กๆ ในสภาพสังคมของเมืองไทย เด็กที่ไม่ได้รับการดูแล เด็กขาดความอบอุ่น หรือเด็กที่มีปัญหา จะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านตัวละครในเรื่อง คือแม้ว่าจะอยู่ในสังคมที่ไม่สมบูรณ์ อยู่ในสังคมที่เลวร้าย แต่ความผูกพันของการได้รับการสั่งสอนที่ดี และด้วยความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนที่ดี ก็ทำให้สามารถเอาตัวรอดได้เรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนคือ เราไม่ได้เอาความพิการตรงนี้มาถ่ายทอด เราไม่ได้เอาคนพิการมาล้อเลียน แต่เราเอาคนพิการมาเป็นฮีโร่ เอามาเป็นพระเอก ซึ่งเราจะสะท้อนถึงเรื่องของเด็ก ที่ถูกทำร้ายร่างกาย เค้าจะเอาตัวรอดอย่างไร แล้วอีกอย่างคือ ไม่ว่าคุณจะเจออะไรที่เลวร้าย ถ้าคุณได้รับการปลูกฝังที่ดี ก็จะเอาตัวรอดจากสังคมที่เลวร้ายได้ หนังเรื่องนี้ประเด็น ค่อนข้างรุนแรง เป็นหนังสังคม แม้หนังจะพูดถึงสิ่งที่เลวร้าย แต่เราก็พูดถึงความรักที่มีหวัง มีความหวังอยู่ในนั้นด้วย เหมือน บางกอกกังฟู

เป็นหนังสำหรับคนที่เคยชื่นชอบหนังกำลังภายใน บวกกับหนังรักที่มีความหวัง คือเป็นหนังรักที่ให้ความหวังกับคนที่ได้ดู โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบคิด ชอบเขียน แล้วเรื่องนี้ก็เขียนไว้นานแล้ว เพียงแต่เอามาปรับใหม่ แค่นั้นเอง ด้วยแรงบันดาลใจ คือมันมาจากความชอบส่วนลึกๆ คือตัวเราเองชอบหนังกำลังภายใน แต่หลังๆ มีแต่หนังกังฟู ไม่มีหนังกำลังภายในแบบที่ตัวเองอยากดู ก็เลยคิดอยากที่จะเอามานำเสนอ และที่สำคัญบ้านเรายังไม่มีหนังในแนวนี้ ดูเหมือนกับว่าหนังกำลังภายในเป็นของเมืองจีน เราอยากทำหนังกำลังภายในได้ไหม เราก็เลยคิดว่า บางกอกกังฟู คือหนังไทยกำลังภายใน แบบเต็มรูปแบบ อาจจะเป็นเรื่องแรกที่เอาวิชากำลังภายในมาใช้เลยก็ว่าได้

ผมเชื่อว่าคนดูจะได้ดูภาพที่แบบว่า เมืองไทยมีแบบนี้ด้วยเหรอ คือสวย อย่างบางฉาก ต้องขับรถเข้าไปลุยเองเลย ถามว่า คุ้มไหมที่เราจะต้องมาลุยถึงขนาดนี้ พากันไปอยู่กลางแดด ใต้ความเว้งหว้าง แต่ภาพที่ออกมาดูแล้วมันสวยมาก โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ตก ซึ่งมันคุ้ม เราคิดว่า บางกอกกังฟู จะเป็นหนังแอ็คชั่นที่สวยเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่สวยจากการปรุงแต่ง

ผมว่า บางกอกกังฟู มีคาเรคเตอร์ที่น่าสนใจ แล้วก็มีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง ผมเชื่อว่า เป็นหนังซึ่งไม่เหมือนใคร ไม่ใช่แค่หนังตลก ไม่ใช่แค่หนังรักทั่วไป แต่มันมีความเป็นหนังชีวิต เริ่มด้วยชีวิตรันทด แต่เอาตัวรอดได้ด้วยความรักที่มีความหวัง ในบรรยากาศหนังแอ็คชั่นแบบกำลังภายในที่หายไปเป็น 10 ปีแล้ว ผมรู้สึกว่า ผมภูมิใจที่ได้ผลิตงานแบบนี้ออกมา มันไม่เหมือนใคร คือสไตล์แบบนี้แหละ..

“เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” รับบท “โป้ง”

“เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” หนุ่มหล่อมาดเซอร์ ขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ ที่มีผลงานมากมาย ทั้งถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา งานเพลง งานหนัง และงานละคร ล่าสุดตัดสินใจขอพลิกบทบาท ของตัวเอง ก้าวเข้าสู่สำนักเส้าหลิน ฝึกกลยุทธ์วิชากังฟู พร้อมกับผองเพื่อนอีก 3 คน เพื่อกลับมาล้างแค้นแก็งค์ค้ามนุษย์สุดเดือดที่เป็นต้นเหตุทำให้ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

ผมรับบทเป็น “โป้ง” เป็นเด็กกำพร้า เด็กใบ้หัวเเข็งที่มีความสามารถมากที่สุดในกลุ่ม เเต่เป็นคนที่มีจิตใจบอบช้ำที่สุด วิทยายุทธที่มีคือ “วิชาหัตย์มัจจุราช” ไม่ว่าสิ่งของใดที่หยิบจับได้ เมื่อขว้างออกไป มันจะกลายเป็นอาวุธร้ายขึ้นมาทันที โป้งเป็นนักฆ่าจริงจัง ในแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้จากเบื้องหลังชีวิตในวัยเด็กของเขา จากเด็กที่เคยรู้ว่า การพูดเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีเพื่อนร่วมชีวิต กลับกลายเป็นเด็กที่ไม่พูดอีกเลย เนื่องจากพวกอันธพาลได้ตัดลิ้นเค้าไป บทจะแตกต่างไปจากบทคนอื่นๆ ก็คือ ผมเล่นเป็นบทคนใบ้ พูดเป็นเสียง “อ๋า อ๋า” ตอนแรกก็กังวลอยู่เหมือนกัน แต่ พี่ต้อม” บอกว่า เค้าทำแบบคอมมาดี้ เค้าไม่ได้กะเอาเหมือนคนใบ้จริงๆ ก็คือ พูดให้เหมือนไม่ชัดไป ประมาณนั้น

ภาพยนตร์ “บางกอกกังฟู” ถือเป็นการกลับมาร่วมงานกับอีกครั้งของ “หนุ่มเป้” กับ ผู้กำกับ “ต้อม ยุทธเลิศ”…

ผมมีโอกาสได้เล่นหนังกับพี่ต้อมมาก่อน พอมาถึงเรื่องนี้ พี่ต้อมบอกว่า “มาเล่นเรื่องนี้หน่อย เป็นกังฟู” ผมก็บอกว่า ไม่เคยเล่นแบบนี้เหมือนกันนะ ผมไม่เคยเล่นแบบกังฟูมาก่อนเลย แล้วก็ไม่เคยเล่นบู้แบบเต็มขั้น และด้วยคาเรคเตอร์ที่ได้รับเป็นคนใบ้ด้วย แต่ความใบ้ของพี่ต้อมก็ไม่ได้ใบ้แบบจริงจัง เหมือนใบ้แบบตลกๆ ซึ่งมันก็จริง ก็สนุกดีครับ

ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 แบบเต็มตัวที่มีโอกาสได้เล่นหนังกับพี่ต้อม พอมาเล่นหนังแอ็คชั่นแน่นอนต้องมีหลุดคิว ผมก็มีหลุดคิวล้ม มีกลิ้งผิดคิวนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมคิดว่า เป็นเรื่องปกติของฉากแอ็คชั่น ที่ต้องมีผิดคิวกันบ้าง แต่สนุกครับ

“มาริโอ้ เมาเร่อ” รับบท “นา”

พูดได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก หนุ่มสุดฮอตงานชุกข้ามปีผู้นี้ “มาริโอ้ เมาเร่อ” กับผลงาน และข่าว ที่มีให้เห็นผ่านตาตลอดเวลาไม่ขาดสาย แต่หนุ่มโอ้ก็ยังมีเวลา สะเดอะกลอน เปิดประตูเข้าสำนักเส้าหลิน ฝึกวิชากังฟู พร้อมรับศึกหนัก ในภาพยนตร์ แอ็คชั่นเต็มรูปแบบ “บางกอกกังฟู”

“โอ้” รับบทเป็น “นา” เด็กสติไม่เต็มเต็งผู้อ่อนเเอที่สุดเเต่สุดท้าย กลับกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด วิทยายุทธที่มีคือ “ฝ่ามือจันทรา” สุดยอดวิชาเเห่งพรรคจันทราที่ไม่มีใคร

ผู้ใดสามารถต้านทาน คาเรคเตอร์ที่ได้รับจะแตกต่างจากทุกเรื่องที่ผ่านมา เป็นเด็กหนุ่มที่มีชีวิตที่สดใส เฉลียวฉลาดแต่ต้องกลับกลายเป็นคนที่ไร้แม้กระทั่ง…สติ…ของตัวเอง เขาถูกแก็งค์ค้ามนุษย์จับตัว มาอยู่รวมกับเพื่อนๆ อีก 3 คน นาถูกทุบตีที่หัวอย่างหนัก จนกระทั่งสมองของเขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ภายนอกดูเหมือนปกติดี แต่ภายในเลอะๆ เลือนๆ โชคดีที่มีคนมาช่วย มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในสำนักเส้าหลิน ได้ฝึกกังฟู  คือในเรื่องต้องมีบทกังฟู แอ็คชั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตอนแรกก็เครียดเลยครับ เพราะบทมันค่อนข้างยาก แล้วก็เป็นอะไรที่เราไม่เคยลองสัมผัสมาก่อน แต่พอลองแล้ว ติดใจ ชอบครับ

นอกจากนั้นก็ยังมีโอกาสได้ไปเรียนกังฟูเพิ่มเติมด้วย ไปฝึกซ้อมที่สำนักเส้าหลินเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทายความสามารถ และที่สำคัญไปกว่านั้นยังทำให้ โอ้ เห็นใจ และเข้าใจเด็กพิการมากขึ้น…

พอมีโอกาสได้มารับบทนี้ก็รู้สึกว่า เด็กเหล่านี้เป็นเด็กพิเศษครับ คือเค้ามีความสามารถพิเศษ เรียกว่าเป็นคนพิเศษจริงๆ บางคนอาจจะเห็นเค้าเหมือนไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่จริงๆ เค้าจะรู้อะไรทุกอย่าง อาจจะเป็น Genius เลยก็ได้ครับ ก็รู้สึกเห็นใจเค้ามากๆ ครับ รู้สึกว่าสงสารเค้า พอหันมามองกับตัวเอง เราโชคดีที่เราเกิดมาเราครบ 32 เพราะะนั้นถ้ามีโอกาสได้ไปช่วยเหลือ หรือทำอะไรให้กับเด็กที่เป็นเด็กพิเศษ หรือว่าใครที่ลำบากกว่าเรา ผมก็อยากจะช่วย เพราะผมรู้ว่ามันเป็นอะไรที่เราเลือกเกิดไม่ได้

ก็อยากฝากให้ดูกันนะครับ เพราะว่าเป็นหนังที่ผมว่าน่าสนใจ คาเรคเตอร์โอ้ก็เปลี่ยนไปเยอะเลย ก็อยากให้ติดตามกันด้วย ทุกคนเต็มที่มากๆ ครับ ที่สำคัญเป็นหนังที่แหวกแนว ยังไม่เคยมีมาก่อน เพราะว่ามุมมองของพี่ต้อม เค้าเป็นอาร์ตติส ผมว่า งานของพี่ต้อมออกมายังไงก็น่าดู

“แบงค์-อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม” รับบท “ชิ”

ฝากผลงานไว้ไม่น้อยทีเดียว ทั้งงานเพลง และงานละคร สำหรับนักร้อง-นักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ “แบงค์-อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม” หรือ “แบงค์ แบล็ค วานิลลา” ครั้งนี้ตัดสินใจพลิกบทบาทของตัวเอง ก้าวเท้าเข้าสำนักเส้าหลิน ฝึกวิชากังฟู เตรียมประลองยุทธ์ พร้อมประเดิมเล่นหนังครั้งแรกในชีวิตของเขา โดยบทและคาเรคเตอร์ของผม เล่นเป็น “ชิ” เด็กตาบอดเเต่ชอบเป็นผู้นำ บงการชี้นิ้วกับทุกคน

แม้กระทั่งชีวิตของกา น้องของตัวเอง วิทยายุทธที่มีคือ “วิชาดรรชนี ปิดสวรรค์” สัมผัสเบาๆ บนร่างด้วยนิ้วชี้เพียงสี่จุด ร่างกายผู้นั้นจะเเข็งทื่อดั่งเป็นอัมพาต ไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป

ชิ เป็นเด็กหนุ่มที่มีเหตุผล หนักแน่น กล้าที่จะได้ และพร้อมที่จะเสีย ชิ โดนจับมาเป็นขอทานตั้งแต่เด็กๆ พร้อมกับน้องของเขาคือ “กา” เขาถูกแก็งค์ค้ามนุษย์ทำลาย ชีวิตของเขา ด้วยการทำให้ เขาตาบอด แต่ท้ายที่สุดก็หนีออกมาจากแก็งค์ได้สำเร็จ เพราะมีอาจารย์จีนคนหนึ่งช่วย และเก็บไปเลี้ยง ฝึกวิชากังฟูให้ พอโตมาก็เลยเป็นคนตาบอดที่มีวิชากังฟูติดตัว

ก็ยากเหมือนกันเพราะว่า นอกจากจะต้องเล่นบทเป็นคนตาบอด ในเรื่องแรกแล้ว ยังต้องมาเล่นบทแอ็คชั่นด้วย แถมเรื่องนี้ยังแอบเป็นคอมมาดี้อีกต่างหากด้วย เรียกว่ารวมทุกอย่างที่ยากไว้รวมกัน ที่สำคัญคือ ผมก็เป็นน้องใหม่ด้วย ก็พยายามแบบเต็มที่ พยายามฟัง “พี่ต้อม” เพราะว่าพี่ต้อมค่อนข้างที่จะบอกอะไรผมตลอดเวลา

ไม่ใช่ง่ายอย่างที่คิดไว้ หลังจากได้เข้ามาสวมบทบาทคนพิการตาบอด ทำให้รู้ซึ้งเลยว่า การเดินโดยใช้ไม้เท้านำทาง นั้นยากเพียงใด…

ในตัวบทของผมต้องถือไม้เท้าอยู่ตลอดเวลา ก็มีปัญหากับสิ่งนี้พอสมควร โดยเฉพาะเวลาที่ต้องใช้ไม้เท้าเป็นอาวุธในฉากแอ็คชั่น ต้องใช้หมุน ใช้เวี่ยง หรือแม้กระทั่งเวลาเดินก็ต้องใช้ไม้เท้านำทาง รู้สึกเห็นใจและเข้าใจถึงคนที่พิการ ตาบอดอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนเกิดมาเคยเห็นความสดใสของโลก แล้วเพิ่งจะมาพิการตาบอด เหมือนกับตัวละคร “ชิ” ที่ผมรับบทในหนังเรื่องนี้

“โทโมะ-วิศวะ ไทยานนท์” รับบท “กา”

แม้จะเป็นน้องใหม่แกะกล่องของวงการ แต่มากไปด้วยความสามารถและคุณภาพล้นตัว สำหรับ “โทโมะ-วิศวะ ไทยานนท์” หรือ “โทโมะ K-Otic” จนผู้กำกับมือฉมังอย่าง “ต้อม ยุทธเลิศ” ชักชวนเข้าสู่วงการ เรียนวิชากังฟูขั้นเทพ เตรียมปฏิบัติการสุดโหด กับภาพยนตร์เรื่องแรกของหนุ่มโทโมะใน “บางกอกกังฟู”

“โทโมะ” รับบทเป็น “กา” เด็กหูหนวกที่เดินตามหลังพี่ชาย ที่คิดเอาเเต่จะล้างแค้น โดยไม่สนใจใคร วิทยายุทธที่มีคือ “ฝ่ามือเปิดนรก” วิชาฝ่ามือที่รวบรวมอากาศรอบตัวก่อนจะกระเเทกออกไปเป็นพลังทำลายที่รุนเเรงยิงกว่าลูกกระสุนปืนใหญ่ คาเรคเตอร์จะเป็นคนนิ่งๆ ค่อนข้างเงียบขรึม แต่ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง กา ถูกจับตัวไปพร้อมกับพี่ชาย แล้วเขาก็ถูกทำให้พิการหูหนวก

เจองานแสดงครั้งแรก ทำให้ “โทโมะ” ต้องเข้าไปฝึกซ้อมการแสดงเป็นอย่างหนัก เพื่อให้แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะปกติจะติดอยู่กับการเต้นเป็นส่วนใหญ่…

ตอนแรกก็แกร็งนึดนึง สำหรับงานแสดงครั้งแรก มีฉากที่ต้องพูดด้วยคือ ผมชินกับการถ่าย MV มาบ่อย การเคลื่อนไหวของตัว กลายเป็นแบบเต้นไปหมดเลยดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ก็ต้องไปเรียนแอ็คติ้งค่อนข้างเยอะ ที่ยากที่สุดคือ ในฉากแอ็คชั่น ผมต้องออกเสียงแอ็คชั่น ต่อสู้ออกมา โดยปกติผมเป็นคนที่เงียบๆ อยู่แล้ว เป็นคนที่ไม่ค่อยออกเสียงดังๆ ก็ต้องฝึกมากพอสมควร เพื่อให้ออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด คือเวลาออกเสียงต่อสู้ ต้องออกเสียงให้เต็มที่เหมือนกับใช้พลังจากภายในออกมา ตรงนั้นก็ยากนิดหนึ่ง ก็ต้องเต็มที่ครับ ต้องใส่อารมณ์เข้าไปเหมือนกับตัวเองมีกำลังภายในจริงๆ แต่ก็สนุกดีครับ

ไม่เคยคิดว่าจะได้เล่นหนังครับ ช็อคมาก ดีใจมากๆ เลย อึ้งมากด้วยซ้ำ ได้โอกาสนี้มาถือว่า สุดยอดแล้วครับ ตอนแรกก็กดดัน แล้วก็กังวลนึดนึง ด้วยความที่ผมเป็นนักแสดงหน้าใหม่ด้วย กลัวว่า เราจะทำหนังเค้าเสียหรือเปล่า

ก็อยากฝากให้ทุกคนลองดูกันนะครับ เพราะว่ามันเป็นหนังที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีหนังแนวแบบนี้มาก่อน แอ็คชั่น ผสมดราม่าครับในเรื่องก็จะมีทั้งความรัก มีทั้งแอ็คชั่น มันมีอะไรให้น่าตื่นเต้นเยอะมาก อยากให้ทุกคนลองดูครับ

“แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล” รับบท “กอหญ้า”

“แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล” หรือ “แก้ว – เฟย์ ฟาง แก้ว” นักร้องสาวเสียงใส สาวน้อยเพียงคนเดียวที่ “ต้อม ยุทธเลิศ” มองเห็นกึ๋น จับโยนเข้าสำนักเส้าหลิน ฝึกวิชากังฟู พร้อมร่วมปฏิบัติการมันส์ฮา กับ แก็งค์ 4 หนุ่ม “เป้, โอ้, แบงค์ และ โทโมะ” ใน “บางกอกกังฟู”

“แก้ว” รับบทเป็น “กอหญ้า” เด็กสาวคนเดียวในกลุ่มผู้มีความรักอันบริสุทธ์ เเละความฝันอันสดใส กอหญ้าเหมือนดวงดาวดวงเล็กๆ ที่ส่องประกายสดใสในท่ามกลางค่ำคืนอันมืดบอด วิทยายุทธที่มีคือ “วิชาตัวเบา” กอหญ้าไม่ชอบการต่อสู้ เเต่ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ คาเรคเตอร์จะเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นธรรมดาๆ แต่แอบซ่อนความแข็งแกร่งไว้ข้างใน กอหญ้ากำพร้าพ่อ แม่ ตั้งแต่เด็ก แต่โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากชายจีนแก่ ซึ่งเป็นอาจารย์ กอหญ้าได้รับการถ่ายทอดวิชากังฟูให้ ก็เลยมีวิชากังฟูติดตัว

เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต ก็เจอกับบทหินเลยทีเดียว สำหรับ “แก้ว” ซึ่งนอกจากจะต้องเจอกับบทบู๊แล้ว ยังต้องถ่ายทอดอารมณ์แบบสุด ๆ ในบทดราม่า… ในคาเรคเตอร์ของกอหญ้าต้องมีบทบู๊ด้วย แต่ไม่ได้บู้มากมาย ก็ค่อนข้างที่จะยาก เพราะว่าเล่นเรื่องแรกก็บู้เลย แถมยังมีบทดราม่าด้วย แต่ก็ได้พี่ๆ เค้าช่วยสอน มีฉากนึง พี่ต้อมบอกว่าขอร้องไห้จริงได้ไหม ก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะทำได้ไหม แต่พอมาเล่นเข้าจริงๆ ทุกอย่าง ณ ตอนนั้น ทั้งฉาก บท แล้วก็พี่ๆ ทุกคน ก็เล่นแบบอินไปกับบท บรรยากาศดูสมจริงมากๆ ก็เลยร้องออกมาเองเลย ร้องไห้แบบฟูมฟายมาก พี่เค้าแต่ละคน มืออาชีพทั้งนั้นเลยค่ะ

ต้องขอบคุณ “พี่ต้อม” ก่อนเลยที่เลือกแก้วให้มาเล่นหนังเรื่องนี้ เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีแล้วก็เป็นครั้งแรกด้วย เหมือนกับได้ลองอะไรใหม่ๆ รู้สึกท้าทายดีค่ะ ตื่นเต้น แล้วก็ตกใจเหมือนกัน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะมีโอกาสได้มาเล่นหนัง ตอนแรกก็กลัวว่าจะเป็นตัวถ่วงเค้าหรือเปล่า แต่พี่ๆ เค้าใจดี ช่วยสอนในบทต่างๆ ให้ ก็รู้สึกสบายใจค่ะ

รายชื่อนักแสดง

อารักษ์ อมรศุภศิริ “เป้” รับบท โป้ง
มาริโอ้ เมาเร่อ “โอ้” รับบท นา
อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม “แบงค์” รับบท ชิ
วิศว ไทยานนท์ “โทโมะ” รับบท กา
จริญญา ศิริมงคลสกุล “แก้ว” รับบท กอหญ้า
นิสา บุญสันเที๊ยะ รับบท วาว
ไพบูลย์ อนันต์สุวรรณ รับบท  อาจารย์
ปราโมทช์ เทียนชัยเกิดศิลป์ รับบท มาร์ค
สุชารัตน์ มานะยิ่ง รับบท บีบี
ดวงสมร บัณฑิตย์ รับบท แม่โป้ง
จุมพจน์ ศรีจามร รับบท ส้มโอ
สายเชีย วงศ์วิโรจน์ รับบท ขนุน
ราเชนทร์ โสดี รับบท น้อยหน่า
ต่อพงศ์ กุลอ่อน รับบท แป๊ะ
ธนวัฒน์ แก่อก รับบท แหลม
ศักดิ์สิทธ์ ทิศานุรักษ์ รับบท หมอจีน
หัวหน้าพรรคมาร รับบท William Walter

ทีมงานสร้าง

ฐณะวัฒน์ ธรรมปรีชาพงศ์ – Production Manager
ไอรดา ตันบริบูรณ์ – Assistant Production Manager
คชา เรืองทอง – Art Director
อรวรินธร์ นิยมสัตย์ – Acting Coach
LIU GAO GIE – Kung Fu Coach
ปทิตตา ถิ่นรัตน์ - Casting
ปณิธาน พิศิษฐการ – Location
บรรจง สุภาษี – Make up
ระพี ทองศรี – Make up
อาชวัน ภูภาวัน – Special Effect Make Up
ศรายุทธ์ พุมเพรา - Production Design
ถักลี จารุจุฑารัตน์ - Special Effect Make Up
ศราวุธ แพนสิงห์ – Special Effect Make Up

หัวข้ออื่นๆ

Leave a comment

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Your email is never shared. Required fields are marked *